ข้อความและภาพที่ถูกโพสบนหน้าเว็บ https://picpost.mthai.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นข้อความ หรือภาพใดๆ ที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการ เก็บข้อมูลและจัดส่งข้อมูลดังกล่าวให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทันที ขอขอบพระคุณ
โพสต์ภาพ

การป้องกันด้วยอาการวูบ ปรึกษาแพทย์ทันที

หน้าแรก/ ภาพ อื่นๆ / การป้องกันด้วยอาการวูบ ปรึกษาแพทย์ทันที

การวินิจฉัยอาการวูบ
แพทย์จะวินิจฉัยอาการวูบด้วยการซักประวัติ สอบถามลักษณะอาการ ระยะเวลาในการเกิดอาการวูบ และตรวจร่างกายผู้ป่วยอย่างละเอียด เช่น ตรวจระบบการไหลเวียนโลหิต วัดความดันโลหิต ตรวจระบบประสาทและการทรงตัว ในบางกรณี แพทย์อาจทดสอบเพิ่มเติม ดังนี้
ตรวจความดันโลหิตภายใน 3 นาทีขณะผู้ป่วยยืน สำหรับผู้ป่วยที่อาจมีความดันต่ำจากการยืนหรือการเปลี่ยนท่าทาง
ตรวจหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ (Tilt Test) แพทย์จะวัดชีพจรในท่ายืน นั่ง และนอน จากนั้นผู้ป่วยจะขึ้นนอนบนเตียงโดยมีสายรัดหน้าอกผูกติดกับเตียงซึ่งถูกปรับให้เอียง 70 องศา โดยแพทย์จะคอยสังเกตบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจและระดับความดันโลหิตเป็นระยะ
ตรวจเลือด เพื่อตรวจหาภาวะโลหิตจาง หรือการเปลี่ยนแปลงของเมตาบอลิกในร่างกาย
ตรวจน้ำตาลในเลือด ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย ผู้ป่วยจะออกกำลังกายบนลู่วิ่งหรือจักรยาน ในขณะที่เครื่องตรวจจะบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยการแปะอุปกรณ์ที่เป็นขั้วไฟฟ้าลงบนผิวหนัง เพื่อตรวจดูว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่
ตรวจด้วยเครื่องบันทึกอัตราและจังหวะการเต้นหัวใจแบบพกพา (Ambulatory Monitor) ผู้ป่วยจะติดขั้วไฟฟ้าจากเครื่องดังกล่าว เพื่อบันทึกรายละเอียดอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ
ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram) เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจและสร้างภาพโครงสร้างของหัวใจ
ตรวจความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด เป็นการตรวจการไหลเวียนเลือดและความดันของเลือดในหลอดเลือดแดงในขณะที่หัวใจบีบตัวและสูบฉีดเลือด โดยผู้ป่วยจะถูกฉีดสารกัมมันตภาพรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำ (Tracer) จากนั้นจึงฉายภาพแสดงลักษณะของหลอดเลือดประกอบการวินิจฉัย
นอกจากนั้น แพทย์อาจตรวจการทำงานของสมองเพิ่มเติม เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ตรวจเส้นเลือดสมองหรือหาความผิดปกติของสมองด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือเอ็มอาร์ไอสมอง (MRI) ส่วนการตรวจอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ 

การรักษาอาการวูบ
การดูแลตนเองหรือคนใกล้ชิด
ผู้ป่วยต้องเข้าใจลักษณะอาการ และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น  การยืนอยู่ในสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน หรือแช่อยู่ในน้ำร้อน
เมื่อเกิดอาการให้นอนลงแล้วยกเท้าสูงวางบนเก้าอี้หรือกำแพง หรือนั่งลง แล้วก้มศีรษะต่ำอยู่ระหว่างหัวเข่า โดยให้นั่งลงบนส้นเท้า เพื่อช่วยให้หลอดเลือดดำที่แขนขาไหลเวียนและหมุนเวียนเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง
เมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว ให้ผู้ป่วยค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง หากมีอาการวูบอีกครั้ง ให้ทำตามวิธีข้างต้นซ้ำอีก
ยกหัวเตียงให้สูงขึ้น โดยอาจใช้สิ่่งของวางที่ขาเตียง หรือใช้หมอนเสริมยกศีรษะให้สูงขึ้น
การฝึกไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback Training) เป็นการฝึกควบคุมการทำงานของร่างกายโดยการชูแขนสูงหรือขกยาสูง ซึ่งจะช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต เป็นต้น
การรักษาโดยแพทย์
การรักษามักขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการวูบ และมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดอาการวูบขึ้นอีก โดยแพทย์อาจรักษาตามขั้นตอนรวมทั้งแนะนำวิธีรักษาที่ควรปฏิบัติ ดังนี้
เปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหาร โดยแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง รับประทานเกลือ โซเดียม และโพแทสเซียมให้มากขึ้น ดื่มน้ำมาก ๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
สวมใส่เสื้อผ้าหรือถุงน่องที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
ให้ยารักษา หรือปรับยาที่ผู้ป่วยกำลังใช้อยู่ โดยแพทย์จะพิจารณาและเลือกใช้ยาตามสาเหตุที่ทำให้มีอาการวูบ
กรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ แพทย์จะรักษาโรคหัวใจตามประเภทต่างๆ เช่น หากหัวใจเต้นผิดจังหวะแพทย์อาจใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (Implantable Cardiac Defibrillator: ICD) เพื่อช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจเป็นปกติ ส่วนขั้นตอนการรักษาอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
ภาวะแทรกซ้อนของอาการวูบ
อาการวูบมักส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเนื่องจากคาดเดาไม่ได้ จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุตามมา เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บหรือเสี่ยงเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่เกิดอาการวูบบ่อย ๆ หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงเกิดอาการวูบซึ่งคาดเดาไม่ได้ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย เช่น การขับรถ การใช้เครื่องจักร และการเล่นกีฬาทางน้ำ เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนจากอาการวูบมักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และส่งผลกระทบให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เช่น
สูญเสียความมั่นใจ
คล่องตัวน้้อยลง เคลื่อนไหวลำบาก
เสียการทรงตัวหรือล้มลง ซึ่งอาจทำให้กระดูกแตกหักง่าย
กลัวการหกล้ม
เป็นโรคซึมเศร้า
อย่างไรก็ตาม หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมก็อาจช่วยควบคุมอาการได้ โดยผู้ที่เคยมีอาการวูบมักเสี่ยงเกิดซ้ำอีกเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอาการครั้งต่อไปจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสาเหตุของอาการวูบ เพศ อายุ และปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ป่วย
การป้องกันอาการวูบ
หากอาการวูบเกิดจากสาเหตุที่ระบุได้ อาจป้องกันอาการวูบได้ และปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอาการวูบ เช่น
หลีกเลี่ยงสภาพอากาศร้อน และอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศเพียงพอ
หากมีเลือดค้างอยู่ที่เท้าหรือขา ผู้ป่วยควรยืดเหยียดบริหารขา หรือใส่ถุงเท้าเพิ่มการไหลเวียนเลือดภายใต้คำแนะนำของแพทย์
ควรดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการ หรือเมืื่อเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ เช่น หลังออกกำลังกาย อาเจียน หรือท้องเสีย
หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด
หากมีอาการป่วยหรือโรคประจำตัวที่เสี่ยงทำให้เกิดอาการวูบ เช่น ความดันโลหิตต่ำ หรือโรคหัวใจ ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อรักษาควบคุมอาการอยู่เสมอ 

พูดคุย ทักทาย

Shoutbox